Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

โฮมเพจ (Home Page) คือ คำที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูต่าง ๆ และเรื่องราวมากกมาย เป็นสารบัญสรุปเนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นั้น ๆ เว็บเพจ

เว็บเพจWeb Page คือ คำที่ใช้เรียกหน้าเอกสารต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของไฟล์ HTML (Hyper Text Markup Language) เปรียบเสมือนหน้ากระดาษแต่ละหน้าที่มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายบรรจุอยู่ในหนังสือ แต่แตกต่างกันที่มีการเชื่อมโยง (Link) ซึ่งเราต้องการคลิกเลือกดูหน้าใดก็ได้ตามที่เราต้องการ

เว็บไซต์ Web Site คือ คำที่เรียกใช้กลุ่มของเว็บเพจ (ดังนั้นภายในเว็บไซต์จึงประกอบด้วยหน้าโฮมเพจและเว็บเพจ) และมักเรียกเว็บที่มีขนาดใหญ่และมีการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์นั้น ๆ ไว้แล้ว โดเมนเนม Domain Name เช่น http://www.sanook.com , http://www.thairath.co.th , http://www.yahoo.com เป็นต้น

สมุนไพรไทย

นำเสนอหัวข้อเรื่อง สมุนไพรไทย

1.หน้าแรก

2.สมุนไพรไทย

3.รอบรู้สมุนไพรไทย

4.กระดานข่าว

ขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์

          กระบวนการพัฒนาเว็บไซท์แบ่งออกเป็นขั้นตอนต่างๆ ซึ่งตำราแต่ละแหล่งมักให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ดังนั้นในเว็บนี้จึงมีการรวบรวมและสรุปออกมาใหม่ เพื่อให้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้เป็นแนวทางในการสร้างเว็บไซท์ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ดังนี้

เป้าหมายและวางแผน (Site Definition and Planning)
          ในการพัฒนาเว็บไซท์เราควรกำหนดเป้าหมาย และวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การทำงานในขั้นต่อๆไปมีแนวทางที่ชัดเจน เรื่องหลักๆที่เราควรทำในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย

          1.กำหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซท์ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนของเว็บไซท์นี้ต้องการนำเสนอหรือต้องการให้เกิดผลอะไร เช่น เป็นเว็บไซท์ สำหรับให้ข้อมูลหรือขายสินค้า ซึ่งวัตถุประสงค์นี้จะเป็นตัวกำหนดรายละเอียดอื่นๆ ที่จะตามมา เช่นโครงสร้างของเว็บไซท์ รวมทั้งลักษณะหน้าตา หรือสีสันของเว็บเพจ ในกรณีที่เป็นเว็บไซท์ของบริษัทหรือองค์กร วัตถุประสงค์นี้ก็จะต้องวางให้สอดคล้องกับภารกิจขององค์กรด้วย
          2.กำหนดกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย เพื่อให้รู้ว่าผู้ชมหลักของเราคือใคร และออกแบบให้ตอบสนองความต้องการหรือโดนใจผู้ชมกลุ่มนั้นให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเนื้อหา โทนสี กราฟิก เทคโนโลยีที่นำมาสนับสนุน และอื่นๆ
          3.เตรียมแหล่งข้อมูล เนื้อหาหรือข้อมูลคือสาระสำคัญที่แท้จริงของเว็บไซท์ เราจะต้องรู้ว่าข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้จะมาจากแหล่งใดได้บ้าง เช่น ถ้าเป็นเว็บของบริษัท ใครที่จะเป็นผู้ให้ข้อมูล หรือถ้าเป็นเว็บไซท์ข่าวสาร ข่าวนั้นจะมาจากแหล่งใด มีลิขสิทธิ์หรือไม่
          4.เตรียมทักษะของบุคลากร การสร้างเว็บไซท์ต้องอาศัยทักษะหลายๆ ด้าน เช่น ในการเตรียมเนื้อหา ออกแบบกราฟิก เขียนโปรแกรม การดูแลเว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นเว็บไซท์ขนาดใหญ่อาจจะต้องมีบุคคลเป็นจำนวนมาก แต่สำหรับเว็บไซท์เล็กๆ ที่ต้องดูแลเพียงคนเดียว เราจะต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องนั้นๆเพื่อเตรียมพร้อมเอาไว้
          5.เตรียมทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็น เช่น โปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซท์ , โปรแกรมสำหรับสร้างภาพกราฟิก , ภาพเคลื่อนไหว และมัลติมีเดีย , โปรแกรมยูทิลิตี้อื่นๆ ที่ต้องใช้ , การจดทะเบียนโดเมนเนม ตลอดจนการเตรียมหาผู้ให้บริการรับฝากเว็บไซท์ (Web Hosting) และเลือกแผนบริการที่เหมาะสม 

วิเคราะห์และจัดโครงสร้างข้อมูล (Analysis and Information Architecture)

          ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำข้อมูลต่างๆที่ได้รวบรวมจากขั้นแรก  ไม่ว่าจะเป็นวัตถุประสงค์ของเว็บไซท์ , คุณลักษณะ ข้อจำกัดของกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย  รวมทั้งเนื้อหาหลักของเว็บไซท์  นำมาประเมินวิเคราะห์และจัดระบบ  เพื่อให้ได้โครงสร้างข้อมูล และข้อกำหนด  ซึ่งจะใช้เป็นกรอบสำหรับออกแบบและดำเนินการในขั้นต่อๆไป  ผลที่ได้รับจากขั้นนี้ควรจะประกอบด้วย

  • แผนผังโครงสร้างของเว็บไซท์ (Site Structure) , สารบัญ (Table of Content) , ลำดับการนำเสนอ (Storyboard)  หรือแผนผัง (Flowchart)
  • ระบบนำทางเนวิเกชั่น (Navigation) ซึ่งผู้ชมจะใช้สำหรับเปิดเข้าไปยังส่วนต่างๆของเว็บไซท์  ตัวอย่างเช่น  โครงสร้างและรูปแบบของเมนู
  • องค์ประกอบต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการสร้างเว็บเพจมีอะไรบ้าง  เช่น  รูปภาพและภาพกราฟิก , เสียง , วิดีโอ , มัลติมีเดีย , แบบฟอร์ม ,ฯลฯ  อะไรบ้างที่บราวเซอร์ของผ็ชมสนับสนุน  และอะไรบ้างที่ต้องอาศัยโปรแกรมเสริม
  • ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับลักษณะหน้าตาและรูปแบบของเว็บ
  • ข้อกำหนดของโปรแกรมภาษาสคริปต์หรือเว็บแอพพลิเคชั่น  และฐานข้อมูลที่ใช้ในเว็บไซท์
  • คุณสมบัติของเว็บเซิร์ฟเวอร์  รวมถึงข้อจำกัด และบริการเสริมต่างๆที่มีให้

ออกแบบและเตรียมข้อมูล (Page Design and Content Editing)

          ก่อนที่เราจะลงมือสร้างเว็บไซท์จริง  มักจะมีการทำเว็บจำลองหรือที่เราเรียกกันว่า mock up (ม็อคอัพ)  ขึ้นมาก่อนเพื่อดูว่าสวยงามหรือเหมาะสมหรือไม่  จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้เรียบร้อย  สำหรับหารสร้าง  mock up  สามารถสร้างได้  2  วิธี  ดังแสดงดังละเอียดดังต่อไปนี้

          1.วาดลงในกระดาษ  เป็นวิธีที่ง่ายมาก  คุณต้องการให้แต่ละหน้าเว็บมีอะไรบ้าง  โลโก้อยู่ตรงไหน  ว่างเนื้อหาและรูปภาพอย่างไร  วาดลงไปในกระดาษได้เลย

     ข้อดี  ของวิธีนี้ก็คือ  สร้าง  mock up  ได้รวดเร็ว  แก้ไขเพิ่มเติมสิ่งที่ต้องการได้ง่าย  เหมาะกับเว็บเพจที่มีรายละเอียดไม่มากนัก 

     ข้อเสีย  ก็คือ  กำหนดการวางองค์ประกอบต่างๆ  ในเว็บเพจได้อย่างคร่าวๆ เท่านั้น

           2.ออกแบบผ่านโปรแกรมกราฟิก  วิธีนี้เป็นมาตรฐานของเหล่าบรรดามืออาชีพปฏิบัติกัน  โดยโปรแกรมที่นิยมใช้ในการออกแบบ  mock up  สำหรับเว็บเพจก็คือ  Adobe  Photoshop  และ  Macromedia Fireworks  แล้วแต่ความถนัด

     ข้อดี  ของวิธีการใช้โปรแกรมกราฟิกในการสร้าง  mock up  แสดงได้ดังนี้

  • กำหนดส่วนประกอบในเว็บเพจได้ชัดเจน  ว่าอะไรอยู่ตรงไหน  ในตำแหน่งไหนและมีขนาดเท่าไร
  • ส่วนประกอบบางส่วนเช่น  รูปนำไปใช้ได้จริงโดยเลือกตัดเฉพาะส่วนที่ต้องการ   ทำให้การลงมือสร้างเว็บจริงนั้นง่ายขึ้น  เนื่องจากคุณได้เตรียมรูปไว้บ้างแล้ว

     ข้อเสีย  ของวิธีนี้ก็คือ  จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญในการใช้โปรแกรมกราฟิกพอสมควร  แต่ถ้าคุณพร้อมจะหัด  นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีมาก

          ในส่วนของเนื้อหา  ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำเนื้อหาที่เลือกไว้มาปรับแก้ไข  และตรวจมานความถูกต้อง  เพื่อให้พร้อมสำหรับการนำไปใส่เว็บเพจแต่ละหน้าในขั้นตอนถัดไป

ลงมือสร้างและทดสอบ (Construction and Testing)

            เป็นขั้นตอนที่เว็บเพจจะถูกสร้างขึ้นมาจริงที่ละหน้าๆ  โดยอาศัยเค้าโครง และองค์ประกอบกราฟิกตามทีออกแบบไว้  เนื้อหาต่างๆ จะถูนำมาใส่และถูกจัดรูแบบลิงค์  และระบบนำทางถูกสร้าง  องค์ประกอบเสริมต่างๆถูกวางเข้าที่อย่างไรก็ตาม  เมื่อลงมือสร้างเว็บเพจเราอาจพบว่าสิ่งที่ออกแบบไว้แล้ว  บางอย่างไม่เหมาะสม  หรือควรได้รับการปรับแต่ง  ก็สามารถทำได้  โปรแกรมที่ใช้ในขั้นตอนนี้ก็คือโปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซท์  เช่น  Macromedia Dreamweaver , Adobe Go Live , Microsoft FrontPage และ Web Expression ที่จะมาแทน FrontPage  

          เว็บไซท์ที่สร้างขึ้นมาควรได้รับการทดสอบก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความถูกต้องของเนื้อหา , การทำงานของลิงค์และระบบนำทาง , ตรวจหาความผิดพลาดของโปรแกรมสคริปต์และฐานข้อมูล  นอกจากนี้ก็ควรทดสอบโดยใช้สภาพแวดล้อมที่เหมือนกับของกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย  เช่น  เวอร์ชั่นของบราวเซอร์  ความละเอียดของจอภาพ  และความเร็วในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต  เพื่อดูว่าผู้ชมเป้าหมายสามารถชมเว็บไซท์ได้อย่างสมบรูณ์และมีประสิทธิภาพหรือไม

 เผยแพร่และส่งเสริมให้เป็นที่รู้จัก (Publishing and Promotion)

          โดยทั่วไปการนำเว็บไซท์ขึ้นเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องทำการอัพโหลดไฟล์ทั้งหมด  คือไฟล์ HTML และไฟล์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บเราขึ้นไปบนอินเทอร์เน็ต  การอัพโหลดเว็บนั้นสามารถทำได้โดยการอัพโหลดที่ละไฟล์โดยใช้เครื่องมืออื่นๆบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ก็ได้ หรือการอัพโหลดที่ละมากโดยใช้โปรแกรมสร้างเว็บไซท์เอง  หรือจะใช้โปรแกรมยูทิลิตี้ประเภท FTP  เช่น CuteFTP  และ  WS_FTP 

การดูแลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Maintenance and Innovation)          

           เว็บไซท์ที่เผยแพร่ไปแล้วเราไม่ควรที่จะทิ้งขว้าง  ไม่ให้การดูแล  แต่เราควรที่จะดูและโดยตลอด  ซึ่งหน้าที่นี้ครอบคลุมหลายเรื่อง  ตั้งแต่การตรวจสอบเว็บเซิร์ฟเวอร์  ลิงค์เชื่อมโยงไปภายนอกยังใช้ได้หรือไม่ (เนื่องจากบ้างเว็บไซท์อาจเปลี่ยน  URL  หรือ  ถูกปิด)  คอยตอบคำถามหรือจดหมายที่มีคนฝากไว้บนเว็บเพจ , ถ้าเป็นข่าวสารควรที่จะมีการปรับปรุงข้อมูลอยู่เสมอและให้ทันสมัยตลอดเวลา
          นอกจากนั้นควรจะมีการตรวจสอบสถิติของการเข้าชมเว็บไซท์เป็นระยะๆ   ซึ่งเป็นบริการเสริมที่ให้ให้บนอินเทอร์เน็ต  เช่น  จำนวนผู้ชม , สถิติเว็บที่มีผู้ชมเข้ามาชมมากที่สุดหรือเป็นที่นอยมคือเว็บอะไร , ผู้ชมมรการเปลี่ยนคุณสมบัติ  (เช่น  ความละเอียดของหน้าจอภาพและรุ่นของบราวเซอร์  ไปหรือไม่)  หรือ  เข้าสูเว็บเราจากทางใดมากที่สุด  เช่น  จากเว็บไซท์อื่นที่ลิงค์มาหาเรา  หรือ  มาจากเสิร์ชเอนจิ้นใด  ฯลฯ

ทีมงานพัฒนาเว็บไซท์
     การพัฒนาเว็บไซท์สามารถทำเพียงคนเดียวก็ได้ถ้าเว็บไซท์นั้นมีขนาดเล็ก  หรือจะทำเป็นทีมก็ได้  สำหรับประเภทที่ของบุคลากรที่ต้องใช้ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหา  ข้อมูลและเทคโนโลยีที่ต้องการจะนำเสนอ  โดยทั่วไปแล้วทีมงานในหารพัฒนาเว็บไซท์จะประกอบไปด้วยบุคลากรต่างๆ  ดังนี้

  • Web Master  คือ  ผู้รับผิดชอบและดูแลเว็บไซท์ที่ได้รับมอบหมายในภาพรวม  หรืออาจจะมาหน้าที่ออกแบบและพัฒนาเว็บไซท์ทั้งหมดเลยก็ได้  ดังนั้นจึงต้องมีความรู้อย่างกว้างขวาง
  • Web Designer  เป็นผู้ออกแบบลักษณะหน้าตาทั้งหมดของเว็บไซท์  ไม่ว่าจะเป็นการวางเค้าโครงหน้าตาเว็บเพจ  การเลือกสี  การออกแบบภาพกราฟิกที่เป็นส่วนประกอบต่างๆ  ดังนั้นจะต้องมีความรู้ศิลปะและการนำมาประยุกค์ใช้อย่างเหมาะสม
  • Web Programmer  เป็นนักเขียนโปรแกรมซึ่งสามารถพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาต่างๆที่ใช้ในเว็บไซท์  เช่น JavaScript  , VBScript  ,  ASP , ASP.NET  และ  PHP  บุคลากรด้านนี้กำลังมีความสำคัญ  เนื่องจากปัจจุบันมีการนำโปรแกรมเข้ามาช่วยเสริมการทำงานของเว็บไซท์มากขึ้น  เช่น  ใช้จัดการฐานข้อมูล
  • Content Writer/Editor  คือ  นักเขียนและบรรณาธิการที่ดูแลทางด้านเนื้อหา  (Content)  ของเว็บไซท์  เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเตรียมเนื้อหา

เนื้อหาที่ควรมีในเว็บไซท์

          ในเว็บไซท์ของเราควรจะมีอะไรบ้างนั้นก็ไม่ได้มีการกำหนดเป็นมาตรฐานตายตัวเอาไว้  แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทางเว็บไซท์นั้นจะนำเสนอและจุดเด่นของเว็บนั้นต้องการให้มี  ซึ่งทำให้แต่ละเว็บไซท์มีความแตกต่างกันออไป  แต่พอจะสรุปได้ดังนี้

          1.ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท  องค์กร  หรือผู้จัดทำ (About Us)  คือข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของเว็บไซท์  เพื่อบอกให้ผู้ชมรู้ว่าเราเป็นใครมาจากไหน  และต้องการนำเนออะไร  เช่น  วัตถุประสงค์ของเว็บไซท์ , ประวัติความเป็นมา  สถานที่ตั้งหน่วยงาน
          2.รายละเอียดของผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Product/Service Information)  คือ  ข้อมูลหลักที่เราทำการนำเสนอ  ซึ่งหากเป็นเว็บไซท์ทางธุรกิจผู้ชมจำเป็นต้องได้รู้ว่ารายละเอียดของผลิตภัณฑ์  หรือบริการ  รวมทั้งอาจมีการเปรียบเทียบราคา  เพื่อเป็นข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อ    แต่หากเป็นเว็บไซท์ที่ให้ความรู้  ส่วนนี้อาจจะประกอบด้วยบทความ  รูปภาพ  มัลติมีเดีย  และลิงค์ไปยังเว็บไซท์อื่นๆที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม
          3.ข่าวสาร (News/Press Release)  อาจจะเป็นข่าวสารที่ต้องการ ส่งถึงบุคคลทั่วไปหรือสมาชิก  เพื่อให้รับรู้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบริษัทหรือเว็บไซท์ของเรา  เช่น  การเปิดตัวสินค้า /บริการใหม่  โปรโมชั่น  หรือกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น
          4.คำถามคำตอบ (Frequently Asked Question)  คำถามคำตอบ  มีความจำเป็น  เพราะผู้ชมบางส่วนอาจไม่เข้าใจข้อมูลหรือปัญหา  ต้องการสอบถามและติดต่อทางอีเมล์ (E-Mail)  หรือช่องทางอื่น  แม้ว่าจะทำได้ก็เสียเวลา  ดังนั้นเราควรคาดการณ์หรือรวบรวมคำถามที่เคยตอบไปแล้ว  ใส่ไว้ในเว็บเพจ  ซึ่งผู้ชมที่สงสัยสามารถดูได้ทันที
          5.ข้อมูลในการติดต่อ (Contact Information)   เพื่อให้ผู้ชมเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซท์ที่เกิดข้อสงสัย  หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  สามารถติดต่อเราได้  เราควรระบุอีเมล์แอดเดรส  ที่อยู่  บริษัท/หน่วยงาน   เบอร์โทรศัพท์และแฟกซ์ไว้ในเว็บไซท์ด้วย

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!